Latest blog entries All blog entries from https://uba.co.th/ https://uba.co.th/index.php/easyblog/latest.html 2026-05-07T08:17:22+00:00 Joomla! - Open Source Content Management ทฤษฎีที่ใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ มีอะไรบ้าง 2015-05-12T07:22:13+00:00 2015-05-12T07:22:13+00:00 https://uba.co.th/index.php/easyblog/entry/2015-05-12-07-22-23.html Super User bwalters@inetasia.com <p><strong>ทฤษฎีที่ใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ มีอะไรบ้าง</strong></p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas-1.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>กระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพเป็นกระบวนการแบบไม่ใช้อากาศ ประกอบด้วยปฏิกิริยา 4 ขั้นตอนหลัก ซึ่งรวมเรียกว่า Anaerobic digestion ซึ่งมีรายละเอียดของปฏิกิริยาแต่ละขั้นตอน ดังนี้</p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas-2.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>1.1 Hydrolysis เป็นขั้นตอนที่ย่อยสลายสารโมเลกุลสารประกอบอินทรีย์เชิงซ้อนขนาดใหญ่ให้ เปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ มีความซับซ้อนน้อยลง และขนาดโมเลกุลเล็กลง สำหรับน้ำเสียประเภทแป้งจะเป็นการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว และน้ำตาลโมเลกุลคู่</p> <p>1.2 Acidogenesisขั้นตอนนี้จะย่อยสลายสารที่ได้จากขั้นตอนแรกให้เป็นกรดอินทรีย์ชนิดโมเลกุล เล็ก เช่น กรดอะซิติก (Acetic acid) กรดโพไพโอนิก (Propionic acid) กรดวาเลอริก (Valeric acid) และกรดแลคติก (Lactic acid) โดยกรดทั้งหมดจะมีสัดส่วนของ กรดอะซิติก สูงที่สุด นอกจากนี้ยังเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไฮโดรเจน ส่วนอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเล็กน้อยคือ แอมโมเนีย ไฮโดรเจนซัลไฟด์แอลกอฮอล์</p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas-3.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>1.3 Acetogenesisขั้นตอนนี้จะย่อยสลายสารประกอบต่อ ให้เป็นกรดไขมันระเหยง่ายที่มีอะตอมไม่เกินสองอะตอม ผลิตภัณฑ์ที่ได้ประกอบด้วยกรดอะซิติก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซไฮโดรเจน</p> <p>1.4 Methanogenesisเป็นขั้นตอนที่เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการย่อยสลายในขั้นตอนที่ผ่านมาให้ เป็นก๊าซชีวภาพ โดยมีผลิตภัณฑ์คือ ก๊าซมีเทน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และอื่นๆ</p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas-4.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p><strong>ขอขอบคุณ</strong><br />ที่มาของข้อมูล : ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากยูบีเอ<br /> รูปประกอบ จาก : <a href="http://www.ashden.org/">http://www.ashden.org/</a>, <a href="http://www.umweltbundesamt.de/">http://www.umweltbundesamt.de/</a>, <a href="http://followgreenliving.com/">http://followgreenliving.com/</a></p> <p><strong>ทฤษฎีที่ใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ มีอะไรบ้าง</strong></p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas-1.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>กระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพเป็นกระบวนการแบบไม่ใช้อากาศ ประกอบด้วยปฏิกิริยา 4 ขั้นตอนหลัก ซึ่งรวมเรียกว่า Anaerobic digestion ซึ่งมีรายละเอียดของปฏิกิริยาแต่ละขั้นตอน ดังนี้</p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas-2.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>1.1 Hydrolysis เป็นขั้นตอนที่ย่อยสลายสารโมเลกุลสารประกอบอินทรีย์เชิงซ้อนขนาดใหญ่ให้ เปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ มีความซับซ้อนน้อยลง และขนาดโมเลกุลเล็กลง สำหรับน้ำเสียประเภทแป้งจะเป็นการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว และน้ำตาลโมเลกุลคู่</p> <p>1.2 Acidogenesisขั้นตอนนี้จะย่อยสลายสารที่ได้จากขั้นตอนแรกให้เป็นกรดอินทรีย์ชนิดโมเลกุล เล็ก เช่น กรดอะซิติก (Acetic acid) กรดโพไพโอนิก (Propionic acid) กรดวาเลอริก (Valeric acid) และกรดแลคติก (Lactic acid) โดยกรดทั้งหมดจะมีสัดส่วนของ กรดอะซิติก สูงที่สุด นอกจากนี้ยังเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไฮโดรเจน ส่วนอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเล็กน้อยคือ แอมโมเนีย ไฮโดรเจนซัลไฟด์แอลกอฮอล์</p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas-3.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>1.3 Acetogenesisขั้นตอนนี้จะย่อยสลายสารประกอบต่อ ให้เป็นกรดไขมันระเหยง่ายที่มีอะตอมไม่เกินสองอะตอม ผลิตภัณฑ์ที่ได้ประกอบด้วยกรดอะซิติก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซไฮโดรเจน</p> <p>1.4 Methanogenesisเป็นขั้นตอนที่เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการย่อยสลายในขั้นตอนที่ผ่านมาให้ เป็นก๊าซชีวภาพ โดยมีผลิตภัณฑ์คือ ก๊าซมีเทน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และอื่นๆ</p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas-4.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p><strong>ขอขอบคุณ</strong><br />ที่มาของข้อมูล : ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากยูบีเอ<br /> รูปประกอบ จาก : <a href="http://www.ashden.org/">http://www.ashden.org/</a>, <a href="http://www.umweltbundesamt.de/">http://www.umweltbundesamt.de/</a>, <a href="http://followgreenliving.com/">http://followgreenliving.com/</a></p> ก๊าซชีวภาพ คืออะไร 2015-05-12T07:18:18+00:00 2015-05-12T07:18:18+00:00 https://uba.co.th/index.php/easyblog/entry/2015-05-12-07-18-32.html Super User bwalters@inetasia.com <p><strong>ก๊าซชีวภาพ คืออะไร</strong></p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas01.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาพบกับผม Dr.UBA ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมกันอีกครั้งนะครับ วันนี้ Dr.UBA จะมาให้ความรู้เรื่อง ก๊าซชีวภาพ กันนะครับ ก๊าซชีวภาพ เกิดจากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ โดยจุลินทรีย์ไม่ใช้อากาศ ส่วนประกอบหลักคือ ก๊าซมีเทน (CH4) 60-70% คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 30-40% และอื่นๆ 1-2% ซึ่งก๊าซมีค่าพลังงานความร้อน 9,000 kCal/m3 หรือ 21,000 kJ/m3 จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง หรือใช้ในเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าหากเปรียบเทียบก๊าซชีวภาพ 1 m3</p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas02.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>(สัดส่วนมีเทน 60 %) มีค่าความร้อนเทียบเท่า ดังนี้<br />น้ำมันเบนซิน 0.67 ลิตร      น้ำมันดีเซล 0.6 ลิตร<br />น้ำมันเตา 0.55 ลิตร           ฟืนไม้ 1.5 กิโลกรัม<br />ไฟฟ้า 1.2 kW/hr.             ก๊าซหุงต้ม 0.46 กิโลกรัม</p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas03.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>เนื่องจากก๊าซชีวภาพมีส่วนประกอบหลักคือมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการทำให้โลกร้อน รุนแรงกว่า CO2 จำนวน 23 เท่าดังนั้นการนำเอาก๊าซชีวภาพมาใช้ประโยชน์ จึงมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ และเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพสูงอีกด้วย</p> <p><strong>ขอขอบคุณ</strong><br />ที่มาของข้อมูล : ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากยูบีเอ<br /> รูปประกอบ จาก : <a href="http://www.uts-biogas.com/">http://www.uts-biogas.com/</a>, <a href="http://www.environmentcentre.org.nz/">http://www.environmentcentre.org.nz/</a></p> <p><strong>ก๊าซชีวภาพ คืออะไร</strong></p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas01.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาพบกับผม Dr.UBA ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมกันอีกครั้งนะครับ วันนี้ Dr.UBA จะมาให้ความรู้เรื่อง ก๊าซชีวภาพ กันนะครับ ก๊าซชีวภาพ เกิดจากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ โดยจุลินทรีย์ไม่ใช้อากาศ ส่วนประกอบหลักคือ ก๊าซมีเทน (CH4) 60-70% คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 30-40% และอื่นๆ 1-2% ซึ่งก๊าซมีค่าพลังงานความร้อน 9,000 kCal/m3 หรือ 21,000 kJ/m3 จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง หรือใช้ในเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าหากเปรียบเทียบก๊าซชีวภาพ 1 m3</p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas02.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>(สัดส่วนมีเทน 60 %) มีค่าความร้อนเทียบเท่า ดังนี้<br />น้ำมันเบนซิน 0.67 ลิตร      น้ำมันดีเซล 0.6 ลิตร<br />น้ำมันเตา 0.55 ลิตร           ฟืนไม้ 1.5 กิโลกรัม<br />ไฟฟ้า 1.2 kW/hr.             ก๊าซหุงต้ม 0.46 กิโลกรัม</p> <p align="center"><strong><img src="images/easyblog_images/biogas03.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>เนื่องจากก๊าซชีวภาพมีส่วนประกอบหลักคือมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการทำให้โลกร้อน รุนแรงกว่า CO2 จำนวน 23 เท่าดังนั้นการนำเอาก๊าซชีวภาพมาใช้ประโยชน์ จึงมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ และเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพสูงอีกด้วย</p> <p><strong>ขอขอบคุณ</strong><br />ที่มาของข้อมูล : ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากยูบีเอ<br /> รูปประกอบ จาก : <a href="http://www.uts-biogas.com/">http://www.uts-biogas.com/</a>, <a href="http://www.environmentcentre.org.nz/">http://www.environmentcentre.org.nz/</a></p> เราจะช่วยกันรักษาแหล่งน้ำ ได้อย่างไร 2014-10-13T16:14:32+00:00 2014-10-13T16:14:32+00:00 https://uba.co.th/index.php/easyblog/entry/2014-10-13-16-14-49.html Super User bwalters@inetasia.com <p><strong>เราจะช่วยกันรักษาแหล่งน้ำ ได้อย่างไร</strong></p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/water-1.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งกับผม Dr.UBA ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดน้ำเสีย นะครับ วันนี้ ผมมีบทความสั้นๆ ที่จะมาแนะนำให้ทุกคน รู้จักวิธีในการช่วยกันรักษาแหล่งน้ำของเรากันนะครับ</p> <p>1. บำบัดน้ำเสียและดูแลระบบบำบัดน้ำเสียให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง</p> <p>2. ใช้บ่อดักไขมันและนำไขมันไปจัดการให้ถูกต้อง</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/water-2.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>3. ลดปริมาณและความสกปรกของของเสียและน้ำเสียที่ระบายจากสถานประกอบการ หรือแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทต่างๆ โดยการลดปริมาณน้ำใช้ การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆอีก โดยเฉพาะการเกษตรในพื้นที่ข้างเคียง</p> <p>4. ไม่ทิ้งขยะมูลฝอย น้ำเสียและของเสียลงสู่แหล่งน้ำและทางระบายน้ำสาธารณะ</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/water-3.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>5. สอดส่องและเป็นหูเป็นตาร่วมกับภาครัฐในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการระบายมลพิษจากแหล่งกำเนิดในบริเวณข้างเคียง จะเห็นแล้วว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด การใช้ทรัพยากรเหล่านี้จะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งจะต้องใช้ตามศักยภาพของทรัพยากร การระบายของเสียลงสู่แหล่งน้ำต้องอยู่ในระดับที่แหล่งน้ำจะสามารถฟอกตัวเองได้ แนวทางจัดการในทิศทางใหม่โดยการมองภาพรวมเป็นระบบทั้งพื้นที่เป็นลุ่มน้ำและให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและความยั่งยืนต่อไป</p> <p><strong>ขอขอบคุณ</strong><br /> ที่มา ของบทความ จาก : <a href="http://www.pcd.go.th">http://www.pcd.go.th</a><br />รูปประกอบ จาก : <a href="http://www.thairath.co.th">http://www.thairath.co.th</a>, <a href="https://lh6.googleusercontent.com">https://lh6.googleusercontent.com</a>, <a href="http://nampon.go.th/">http://nampon.go.th/</a></p> <p><strong>เราจะช่วยกันรักษาแหล่งน้ำ ได้อย่างไร</strong></p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/water-1.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งกับผม Dr.UBA ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดน้ำเสีย นะครับ วันนี้ ผมมีบทความสั้นๆ ที่จะมาแนะนำให้ทุกคน รู้จักวิธีในการช่วยกันรักษาแหล่งน้ำของเรากันนะครับ</p> <p>1. บำบัดน้ำเสียและดูแลระบบบำบัดน้ำเสียให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง</p> <p>2. ใช้บ่อดักไขมันและนำไขมันไปจัดการให้ถูกต้อง</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/water-2.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>3. ลดปริมาณและความสกปรกของของเสียและน้ำเสียที่ระบายจากสถานประกอบการ หรือแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทต่างๆ โดยการลดปริมาณน้ำใช้ การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆอีก โดยเฉพาะการเกษตรในพื้นที่ข้างเคียง</p> <p>4. ไม่ทิ้งขยะมูลฝอย น้ำเสียและของเสียลงสู่แหล่งน้ำและทางระบายน้ำสาธารณะ</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/water-3.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>5. สอดส่องและเป็นหูเป็นตาร่วมกับภาครัฐในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการระบายมลพิษจากแหล่งกำเนิดในบริเวณข้างเคียง จะเห็นแล้วว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด การใช้ทรัพยากรเหล่านี้จะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งจะต้องใช้ตามศักยภาพของทรัพยากร การระบายของเสียลงสู่แหล่งน้ำต้องอยู่ในระดับที่แหล่งน้ำจะสามารถฟอกตัวเองได้ แนวทางจัดการในทิศทางใหม่โดยการมองภาพรวมเป็นระบบทั้งพื้นที่เป็นลุ่มน้ำและให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและความยั่งยืนต่อไป</p> <p><strong>ขอขอบคุณ</strong><br /> ที่มา ของบทความ จาก : <a href="http://www.pcd.go.th">http://www.pcd.go.th</a><br />รูปประกอบ จาก : <a href="http://www.thairath.co.th">http://www.thairath.co.th</a>, <a href="https://lh6.googleusercontent.com">https://lh6.googleusercontent.com</a>, <a href="http://nampon.go.th/">http://nampon.go.th/</a></p> สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามลภาวะทางน้ำในแม่น้ำลำคลอง 2014-10-13T15:32:50+00:00 2014-10-13T15:32:50+00:00 https://uba.co.th/index.php/easyblog/entry/2014-10-13-15-57-40.html Super User bwalters@inetasia.com <p><strong>สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามลภาวะทางน้ำในแม่น้ำลำคลอง</strong></p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/wastewater-1.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ ผม Dr.UBA จะพาทุกท่าน มาเรียนรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามลภาวะทางน้ำในแม่น้ำลำคลองกันครับ เรามาเรียนรู้ไปพร้อมๆกันเลยครับ ว่าสาเหตุของน้ำเสียในแม่น้ำลำคลอง มีอะไรบ้าง</p> <p>1. น้ำเสียจากบ้าน ร้านค้าและอาคารที่ทำการ ชุมชนที่มีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยหลายๆหลังคาเรือน ย่านการค้าหรืออาคารที่ทำการ ล้วนจำเป็นต้องใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และใช้สอยในจุดประสงค์อื่นๆ น้ำที่ใช้นี้จะมีปริมาณหนึ่งซึ่งเป็นปริมารส่วนใหญ่กลายเป็นน้ำทิ้งออกมา น้ำทิ้งส่วนมากจะเป็นน้ำจากส้วมและจากการชำระล้าง ซึ่งประกอบไปด้วยสารอินทรีย์ สบู่ ผงซักฟอก เศษอาหาร ไขมัน สารอนินทรีย์ และสิ่งปฏิกูลอื่นๆ เจือปนอยู่ สารเหล่านี้เมื่อไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง จะเกิดผลเสีย 2 ประการใหญ่ๆคือ ประการแรกช่วยเพิ่มสารอาหารเสริมแก่พืชน้ำและสัตว์น้ำ ทำให้พืชน้ำและสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น เมื่อพืขน้ำและสัตว์น้ำตายไป จะทำให้เกิดสารอินทรีย์ในน้ำเพิ่มขึ้น สารอินทรีย์ที่มาจากน้ำทิ้งและที่เกิดเพิ่มขึ้นนี้ ถ้ามีจำนวนมากเมื่อถูกย่อยสบายโดยแอโรบิกบักเตรีที่มีอยู่ในน้ำ ก็จะนำเอาออกซิเจนละลายน้ำมาใช้ในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่ออกซิเจนในอากาศละลายลงในน้ำ ทำให้เกิดสภาพขาดออกซิเจนขึ้น อันเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะกับแอนแอโรบิกบัคเตรีให้ย่อยสลายสารอินทรีย์ต่อไป ทำให้น้ำกลายเป็นสีดำมีกลิ่นเหม็นส่วนสารอื่นๆ ที่ปนมา เช่น สารอนินทรีย์จะเพิ่มปริมาณสูงขึ้น ทำให้คุณภาพน้ำทิ้งไม่ได้มาตรฐานและเสียประโยชน์ใช้สอยไป นอกจากนี้ถ้าน้ำทิ้งมีเชื้อโรคชนิดต่างๆที่เป็นอันตราย เช่น บัคเตรี และไวรัส ก็จะทำให้เกิดโรคได้</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/wastewater-2.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>2. น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม น้ำเสียจากโรงงานอุตสากรรม ได้แก่ น้ำทิ้งจากระบบการผลิต ระบบการหล่อเย็น อาคารที่อยู่อาศัยและที่ทำการ ร้านค้าและโรงอาหาร สารที่ปะปนมาอาจจะเป็นสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ กรดด่าง โลหะหนัก สารเคมีต่างๆ สารกัมมันตรังสี สารพิษ ดินทรายและสิ่งปฏิกูลอื่นๆ ซึ่งเมื่อทิ้งลงในแม่น้ำลำคลอง จะทำให้เพิ่มปริมาณสารเหล่านั้นหรือเกิดการเป็นพิษกับสิ่งมีชีวิตในน้ำ เกิดการเน่าเหม็น เกิดสี กลิ่น และความไม่น่าดู</p> <p>3. ปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตร ปุ๋ยหลักที่ใช้ในการเกษตร ได้แก่ สารไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัสที่อยู่ในรุปของฟอสเฟตสามารถยึดติดกับดินได้ จึงมีส่วนน้อยที่ไหลไปกับน้ำ ดังนั้นสารที่ทำให้เกิดปัญหาคือ ไนโตรเจน การใช้ปุ๋ยส่วนใหญ่มักใส่กันมากเกินกว่าที่พืชจะนำไปใช้ได้หมด เมื่อฝนตก น้ำฝนจะชะเอาไนโตรเจนไหลไปตามผิวดิน ลงสู่แม่น้ำลำคลอง ช่วยให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้ดีเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำเกิดสี กลิ่น และรส เมื่อสาหร่ายเหล่านี้ตายลง ก็จะทำให้น้ำเน่าเหม็นและมีฟีนอลสูงขึ้น เกิดฝ้าขาวลอยอยู่ตามผิวน้ำ</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/wastewater-3.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>4. ผิวดินที่พังทลาย ในพื้นที่รับน้ำบางแห่ง เช่น อ่างเก็บน้ำที่เสื่อมสภาพและมีการพังทลายของหน้าดิน จะทำให้น้ำมีความขุ่นสูง เกิดสี กลิ่น และรสได้</p> <p>5. การเลี้ยงปศุสัตว์ ถ้าสัตว์เลี้ยงกินหญ้าที่คลุมหน้าดินมากเกินไปจะทำให้หน้าดินถูกน้ำกัดเซาะเมื่อฝนตก เเละเมื่อไหลลงไปในแหล่งรับน้ำก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับในข้อ 4 นอกจากนี้มูลสัตว์ก็จะไหลบงไปในลำน้ำทำให้มีสารอินทรีย์ ไนโตรเจน และฟอสฟอรัสสูง เกิดปัญหาเช่นเดียวกับข้อ 1 และ 3</p> <p>6. ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช ส่วนมากเป็นสารเคมีที่บางครั้งก็เป็นสารมีพิษ เมื่อถูกชะล้างลงไปในน้ำ ก็จะเป็นพิษแก่พืชและสัตว์ที่อยู่ในแหล่งน้ำ หากเรานำน้ำไปใช้ก็จะได้รับอันตรายจากสารพิษนั้นด้วย</p> <p>7. ไฟป่า ถ้าเกิดไฟป่าในบริเวณพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นกำเนิดน้ำจะทำให้มีขยะ เถ้าถ่าน ตะกอนทราย รวมทั้งสารมลพิษต่างๆ ไหลลงไปในแหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อคุณภาพของน้ำที่นำไปใช้สอย อีกทั้งอาจจะทำให้อ่างเก็บน้ำหรือเเม่น้ำตื้นเขินเนื่องจากการสะสมของเถ้าถ่านและตะกอนต่างๆ</p> <p>8. การใช้ที่ดินที่ขาดการควบคุม การใช้ที่ดินสองข้างหรือรอบๆแหล่งน้ำ ที่ขาดการควบคุมหรือการกำหนด จะทำให้เกิดผลเสียต่อคุณภาพของน้ำได้ ดังนั้น จึงควรกำหนดเขตหรือห้ามการขยายชุมชนหรือการตั้งโรงงานตามริมน้ำที่นำน้ำมาไปใช้ประโยชน์ในการทำประปา</p> <p><strong>ขอขอบคุณ</strong><br /> ที่มา ของบทความ จาก : <a href="http://www.nectec.or.th">http://www.nectec.or.th</a><br />รูปประกอบ จาก : <a href="http://pulitzercenter.org">pulitzercenter.org</a>, <a href="http://switchboard.nrdc.org">http://switchboard.nrdc.org</a>, <a href="http://www.greenpeace.org">http://www.greenpeace.org</a></p> <p><strong>สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามลภาวะทางน้ำในแม่น้ำลำคลอง</strong></p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/wastewater-1.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ ผม Dr.UBA จะพาทุกท่าน มาเรียนรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามลภาวะทางน้ำในแม่น้ำลำคลองกันครับ เรามาเรียนรู้ไปพร้อมๆกันเลยครับ ว่าสาเหตุของน้ำเสียในแม่น้ำลำคลอง มีอะไรบ้าง</p> <p>1. น้ำเสียจากบ้าน ร้านค้าและอาคารที่ทำการ ชุมชนที่มีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยหลายๆหลังคาเรือน ย่านการค้าหรืออาคารที่ทำการ ล้วนจำเป็นต้องใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และใช้สอยในจุดประสงค์อื่นๆ น้ำที่ใช้นี้จะมีปริมาณหนึ่งซึ่งเป็นปริมารส่วนใหญ่กลายเป็นน้ำทิ้งออกมา น้ำทิ้งส่วนมากจะเป็นน้ำจากส้วมและจากการชำระล้าง ซึ่งประกอบไปด้วยสารอินทรีย์ สบู่ ผงซักฟอก เศษอาหาร ไขมัน สารอนินทรีย์ และสิ่งปฏิกูลอื่นๆ เจือปนอยู่ สารเหล่านี้เมื่อไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง จะเกิดผลเสีย 2 ประการใหญ่ๆคือ ประการแรกช่วยเพิ่มสารอาหารเสริมแก่พืชน้ำและสัตว์น้ำ ทำให้พืชน้ำและสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น เมื่อพืขน้ำและสัตว์น้ำตายไป จะทำให้เกิดสารอินทรีย์ในน้ำเพิ่มขึ้น สารอินทรีย์ที่มาจากน้ำทิ้งและที่เกิดเพิ่มขึ้นนี้ ถ้ามีจำนวนมากเมื่อถูกย่อยสบายโดยแอโรบิกบักเตรีที่มีอยู่ในน้ำ ก็จะนำเอาออกซิเจนละลายน้ำมาใช้ในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่ออกซิเจนในอากาศละลายลงในน้ำ ทำให้เกิดสภาพขาดออกซิเจนขึ้น อันเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะกับแอนแอโรบิกบัคเตรีให้ย่อยสลายสารอินทรีย์ต่อไป ทำให้น้ำกลายเป็นสีดำมีกลิ่นเหม็นส่วนสารอื่นๆ ที่ปนมา เช่น สารอนินทรีย์จะเพิ่มปริมาณสูงขึ้น ทำให้คุณภาพน้ำทิ้งไม่ได้มาตรฐานและเสียประโยชน์ใช้สอยไป นอกจากนี้ถ้าน้ำทิ้งมีเชื้อโรคชนิดต่างๆที่เป็นอันตราย เช่น บัคเตรี และไวรัส ก็จะทำให้เกิดโรคได้</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/wastewater-2.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>2. น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม น้ำเสียจากโรงงานอุตสากรรม ได้แก่ น้ำทิ้งจากระบบการผลิต ระบบการหล่อเย็น อาคารที่อยู่อาศัยและที่ทำการ ร้านค้าและโรงอาหาร สารที่ปะปนมาอาจจะเป็นสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ กรดด่าง โลหะหนัก สารเคมีต่างๆ สารกัมมันตรังสี สารพิษ ดินทรายและสิ่งปฏิกูลอื่นๆ ซึ่งเมื่อทิ้งลงในแม่น้ำลำคลอง จะทำให้เพิ่มปริมาณสารเหล่านั้นหรือเกิดการเป็นพิษกับสิ่งมีชีวิตในน้ำ เกิดการเน่าเหม็น เกิดสี กลิ่น และความไม่น่าดู</p> <p>3. ปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตร ปุ๋ยหลักที่ใช้ในการเกษตร ได้แก่ สารไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัสที่อยู่ในรุปของฟอสเฟตสามารถยึดติดกับดินได้ จึงมีส่วนน้อยที่ไหลไปกับน้ำ ดังนั้นสารที่ทำให้เกิดปัญหาคือ ไนโตรเจน การใช้ปุ๋ยส่วนใหญ่มักใส่กันมากเกินกว่าที่พืชจะนำไปใช้ได้หมด เมื่อฝนตก น้ำฝนจะชะเอาไนโตรเจนไหลไปตามผิวดิน ลงสู่แม่น้ำลำคลอง ช่วยให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้ดีเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำเกิดสี กลิ่น และรส เมื่อสาหร่ายเหล่านี้ตายลง ก็จะทำให้น้ำเน่าเหม็นและมีฟีนอลสูงขึ้น เกิดฝ้าขาวลอยอยู่ตามผิวน้ำ</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/easyblog_images/wastewater-3.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>4. ผิวดินที่พังทลาย ในพื้นที่รับน้ำบางแห่ง เช่น อ่างเก็บน้ำที่เสื่อมสภาพและมีการพังทลายของหน้าดิน จะทำให้น้ำมีความขุ่นสูง เกิดสี กลิ่น และรสได้</p> <p>5. การเลี้ยงปศุสัตว์ ถ้าสัตว์เลี้ยงกินหญ้าที่คลุมหน้าดินมากเกินไปจะทำให้หน้าดินถูกน้ำกัดเซาะเมื่อฝนตก เเละเมื่อไหลลงไปในแหล่งรับน้ำก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับในข้อ 4 นอกจากนี้มูลสัตว์ก็จะไหลบงไปในลำน้ำทำให้มีสารอินทรีย์ ไนโตรเจน และฟอสฟอรัสสูง เกิดปัญหาเช่นเดียวกับข้อ 1 และ 3</p> <p>6. ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช ส่วนมากเป็นสารเคมีที่บางครั้งก็เป็นสารมีพิษ เมื่อถูกชะล้างลงไปในน้ำ ก็จะเป็นพิษแก่พืชและสัตว์ที่อยู่ในแหล่งน้ำ หากเรานำน้ำไปใช้ก็จะได้รับอันตรายจากสารพิษนั้นด้วย</p> <p>7. ไฟป่า ถ้าเกิดไฟป่าในบริเวณพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นกำเนิดน้ำจะทำให้มีขยะ เถ้าถ่าน ตะกอนทราย รวมทั้งสารมลพิษต่างๆ ไหลลงไปในแหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อคุณภาพของน้ำที่นำไปใช้สอย อีกทั้งอาจจะทำให้อ่างเก็บน้ำหรือเเม่น้ำตื้นเขินเนื่องจากการสะสมของเถ้าถ่านและตะกอนต่างๆ</p> <p>8. การใช้ที่ดินที่ขาดการควบคุม การใช้ที่ดินสองข้างหรือรอบๆแหล่งน้ำ ที่ขาดการควบคุมหรือการกำหนด จะทำให้เกิดผลเสียต่อคุณภาพของน้ำได้ ดังนั้น จึงควรกำหนดเขตหรือห้ามการขยายชุมชนหรือการตั้งโรงงานตามริมน้ำที่นำน้ำมาไปใช้ประโยชน์ในการทำประปา</p> <p><strong>ขอขอบคุณ</strong><br /> ที่มา ของบทความ จาก : <a href="http://www.nectec.or.th">http://www.nectec.or.th</a><br />รูปประกอบ จาก : <a href="http://pulitzercenter.org">pulitzercenter.org</a>, <a href="http://switchboard.nrdc.org">http://switchboard.nrdc.org</a>, <a href="http://www.greenpeace.org">http://www.greenpeace.org</a></p> การบำบัดกากตะกอนหรือสลัดจ์ (Sludge Treatment) ทำอย่างไร ? 2014-09-08T08:45:00+00:00 2014-09-08T08:45:00+00:00 https://uba.co.th/index.php/easyblog/entry/sludge-treatment.html Super User bwalters@inetasia.com <p><strong>การบำบัดกากตะกอนหรือสลัดจ์ (Sludge Treatment) ทำอย่างไร ?</strong></p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/Blogs/beakersGBT.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาพบกับผม  Dr.UBA ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการ บริหารจัดการน้ำ และ การ บำบัดน้ำเสีย แบบครบวงจร กันอีกครั้งนะครับ หลังจากที่เราได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับ ขั้นตอนการบำบัดน้ำเสีย ไปแล้วนั้น วันนี้ผมจะมาต่อยอดและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการ บำบัดกากตะกอน กันนะครับ เรามาเรียนรู้ไปพร้อมๆกันเลยครับ</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/Blogs/sewage-sludge.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p><strong>ระบบบำบัดน้ำเสีย</strong> ที่ใช้หลักการทางชีวภาพจะมีกากตะกอนจุลินทรีย์หรือสลัดจ์เป็นผลผลิตตามมาด้วยเสมอ ซึ่งเป็นผลจากการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในการกินสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบำบัดสลัดจ์เหล่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเน่าเหม็นของสลัดจ์ การเพิ่มภาวะมลพิษ และเป็นการทำลายเชื้อโรคด้วย นอก จากนี้การลดปริมาตรของสลัดจ์โดยการกำจัดน้ำออกจากสลัดจ์ ช่วยให้เกิดความสะดวกในการเก็บขนไปกำจัดทิ้งหรือนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ทั้งนี้ในการบำบัดสลัดประกอบด้วยกระบวนการหลักๆ ได้แก่</p> <p><strong>1. การทำข้น (Thickener)</strong> โดยใช้ถังทำข้นซึ่งมีทั้งที่ใช้กลไกการตกตะกอน (Sedimentation) และใช้กลไกการลอยตัว (Floatation) ทำหน้าที่ในการลดปริมาณสลัดจ์ก่อนส่งไปบำบัดโดยวิธีการอื่นต่อไป</p> <p><strong>2. การทำให้สลัดจ์คงตัว (Stabilization)</strong> โดยการย่อยสลัดจ์ด้วยกระบวนการใช้อากาศ หรือ ใช้กระบวนการไร้อากาศ เพื่อทำหน้าที่ในการลดสารอินทรีย์ในสลัดจ์ ทำให้สลัดจ์คงตัวสามารถนำไปทิ้งได้โดยไม่เน่าเหม็น</p> <p><strong>3. การปรับสภาพสลัดจ์ (Conditioning)</strong> เพื่อทำให้สลัดจ์มีความเหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป เช่น ทำปุ๋ย การใช้ปรับสภาพดินสำหรับใช้ทางการเกษตร เป็นต้น</p> <p><strong>4. การรีดน้ำ (Dewatering)</strong> เพื่อลดปริมาณสลัดจ์ที่จะนำไปทิ้งโดยการฝังกลบ การเผา หรือนำไปใช้ประโยชน์อื่น ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกในการขนส่ง โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการรีดน้ำ ได้แก่ เครื่องกรองสูญญากาศ (Vacuum filter) เครื่องอัดกรอง (Filter press) หรือเครื่องกรองหมุนเหวี่ยง (Centrifuge) รวมถึงการลานตากสลัดจ์ (Sludge drying bed)</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/Blogs/SludgeWW.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p><strong>การกำจัดกากตะกอนหรือสลัดจ์ (Sludge Disposal)</strong><br /> หลังจากสลัดจ์ที่เกิดขึ้นจากการบำบัดน้ำเสียได้รับการบำบัดให้มีความคงตัว ไม่มีกลิ่นเหม็น และ มีปริมาตรลดลง เพื่อความสะดวกในการขนส่งแล้ว ในขั้นต่อมาก็คือ การนำสลัดจ์เหล่านั้นไปกำจัดทิ้งโดยวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งวิธีการกำจัดทิ้งที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่<br /> •             <strong>การฝังกลบ (Landfill) :</strong> เป็นการนำสลัดจ์มาฝังในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้และกลบด้วยชั้นดินทับอีก ชั้นหนึ่ง<br /> •             <strong>การหมักทำปุ๋ย (Composting) :</strong> เป็นการนำสลัดจ์มาหมักต่อเพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ย ซึ่งเป็นการนำสลัดจ์กลับมาใช้ประโยชน์ในการเป็นปุ๋ยสำหรับปลูกพืช เนื่องจากในสลัดจ์ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และแร่ธาตุต่างๆ<br /> •             <strong>การเผา (Incineration) :</strong> เป็นการนำสลัดจ์ที่จวนแห้ง (ตั้งแต่ร้อยละ 40 ของของแข็งขึ้นไป) มาเผา เพราะเนื่องจากไม่สามารถนำไปใช้ทำปุ๋ยหรือฝังกลบได้</p> <p><strong>ขอขอบคุณ</strong><br /> ที่มาของบทความจาก :  <a href="http://www.pcd.go.th">http://www.pcd.go.th</a><br /> รูปประกอบจาก : <a href="http://www.komline.com/">http://www.komline.com</a>, <a href="http://www.apexengineeringproducts.com/">http://www.apexengineeringproducts.com/</a>, <a href="http://assets.inhabitat.com/">http://assets.inhabitat.com</a></p> <p><strong>การบำบัดกากตะกอนหรือสลัดจ์ (Sludge Treatment) ทำอย่างไร ?</strong></p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/Blogs/beakersGBT.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p>สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาพบกับผม  Dr.UBA ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการ บริหารจัดการน้ำ และ การ บำบัดน้ำเสีย แบบครบวงจร กันอีกครั้งนะครับ หลังจากที่เราได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับ ขั้นตอนการบำบัดน้ำเสีย ไปแล้วนั้น วันนี้ผมจะมาต่อยอดและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการ บำบัดกากตะกอน กันนะครับ เรามาเรียนรู้ไปพร้อมๆกันเลยครับ</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/Blogs/sewage-sludge.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p><strong>ระบบบำบัดน้ำเสีย</strong> ที่ใช้หลักการทางชีวภาพจะมีกากตะกอนจุลินทรีย์หรือสลัดจ์เป็นผลผลิตตามมาด้วยเสมอ ซึ่งเป็นผลจากการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในการกินสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบำบัดสลัดจ์เหล่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเน่าเหม็นของสลัดจ์ การเพิ่มภาวะมลพิษ และเป็นการทำลายเชื้อโรคด้วย นอก จากนี้การลดปริมาตรของสลัดจ์โดยการกำจัดน้ำออกจากสลัดจ์ ช่วยให้เกิดความสะดวกในการเก็บขนไปกำจัดทิ้งหรือนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ทั้งนี้ในการบำบัดสลัดประกอบด้วยกระบวนการหลักๆ ได้แก่</p> <p><strong>1. การทำข้น (Thickener)</strong> โดยใช้ถังทำข้นซึ่งมีทั้งที่ใช้กลไกการตกตะกอน (Sedimentation) และใช้กลไกการลอยตัว (Floatation) ทำหน้าที่ในการลดปริมาณสลัดจ์ก่อนส่งไปบำบัดโดยวิธีการอื่นต่อไป</p> <p><strong>2. การทำให้สลัดจ์คงตัว (Stabilization)</strong> โดยการย่อยสลัดจ์ด้วยกระบวนการใช้อากาศ หรือ ใช้กระบวนการไร้อากาศ เพื่อทำหน้าที่ในการลดสารอินทรีย์ในสลัดจ์ ทำให้สลัดจ์คงตัวสามารถนำไปทิ้งได้โดยไม่เน่าเหม็น</p> <p><strong>3. การปรับสภาพสลัดจ์ (Conditioning)</strong> เพื่อทำให้สลัดจ์มีความเหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป เช่น ทำปุ๋ย การใช้ปรับสภาพดินสำหรับใช้ทางการเกษตร เป็นต้น</p> <p><strong>4. การรีดน้ำ (Dewatering)</strong> เพื่อลดปริมาณสลัดจ์ที่จะนำไปทิ้งโดยการฝังกลบ การเผา หรือนำไปใช้ประโยชน์อื่น ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกในการขนส่ง โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการรีดน้ำ ได้แก่ เครื่องกรองสูญญากาศ (Vacuum filter) เครื่องอัดกรอง (Filter press) หรือเครื่องกรองหมุนเหวี่ยง (Centrifuge) รวมถึงการลานตากสลัดจ์ (Sludge drying bed)</p> <p align="center"><strong><img src="http://www.uba.co.th/images/Blogs/SludgeWW.jpg" border="0" width="400" /><br /></strong></p> <p><strong>การกำจัดกากตะกอนหรือสลัดจ์ (Sludge Disposal)</strong><br /> หลังจากสลัดจ์ที่เกิดขึ้นจากการบำบัดน้ำเสียได้รับการบำบัดให้มีความคงตัว ไม่มีกลิ่นเหม็น และ มีปริมาตรลดลง เพื่อความสะดวกในการขนส่งแล้ว ในขั้นต่อมาก็คือ การนำสลัดจ์เหล่านั้นไปกำจัดทิ้งโดยวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งวิธีการกำจัดทิ้งที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่<br /> •             <strong>การฝังกลบ (Landfill) :</strong> เป็นการนำสลัดจ์มาฝังในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้และกลบด้วยชั้นดินทับอีก ชั้นหนึ่ง<br /> •             <strong>การหมักทำปุ๋ย (Composting) :</strong> เป็นการนำสลัดจ์มาหมักต่อเพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ย ซึ่งเป็นการนำสลัดจ์กลับมาใช้ประโยชน์ในการเป็นปุ๋ยสำหรับปลูกพืช เนื่องจากในสลัดจ์ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และแร่ธาตุต่างๆ<br /> •             <strong>การเผา (Incineration) :</strong> เป็นการนำสลัดจ์ที่จวนแห้ง (ตั้งแต่ร้อยละ 40 ของของแข็งขึ้นไป) มาเผา เพราะเนื่องจากไม่สามารถนำไปใช้ทำปุ๋ยหรือฝังกลบได้</p> <p><strong>ขอขอบคุณ</strong><br /> ที่มาของบทความจาก :  <a href="http://www.pcd.go.th">http://www.pcd.go.th</a><br /> รูปประกอบจาก : <a href="http://www.komline.com/">http://www.komline.com</a>, <a href="http://www.apexengineeringproducts.com/">http://www.apexengineeringproducts.com/</a>, <a href="http://assets.inhabitat.com/">http://assets.inhabitat.com</a></p>